High School in USA

เรียนต่อมัธยมอเมริกา

Find School

สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่นักเรียนหลายคนใฝ่ฝันที่จะไปเรียนต่อ ด้วยชื่อเสียงความยิ่งใหญ่ ความทันสมัย และอิสรภาพในทุกด้าน นักเรียนมีเสรีในการแสดงความคิดเห็น แต่งตัว และใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ระบบการเรียนแบบอเมริกายังใกล้เคียงกับความเข้าใจของคนไทย แต่มีความยืดหยุ่นมากกว่าทำให้ทางเลือกในการเรียนจำมีมากกว่านั้นเอง

usa-kennady-catholic-student

ระบบการศึกษาในอเมริกา

High School Diploma / Community College

วิธีการเรียนมัธยมในอเมริกา

AP / How to Apply

เกณฑ์การเข้ามหาวิทยาลัย

SAT / 2+2

ระบบการศึกษามัธยมอเมริกา

การศึกษาปฐมวัยของอเมริกาเริ่มต้นเมื่อนักเรียนอายุ 5 ขวบในชั้นอนุบาล (Kindergarten) จากนั้นในปีที่สองของชีวิตการเรียน จึงก้าวสู่ชั้นประถมศึกษา (Primary school) อย่างแท้จริง โดยเริ่มที่ประถมศึกษา 1 หรือ Grade 1 ไปจนถึง Grade 5

เมื่อจบชั้น Grade 5 แล้ว นักเรียนอเมริกันจะต้องเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา (Secondary school) ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาเรียนทั้งหมด 7 ปี คือตั้งแต่ Grade 6 – Grade 12 โดยในช่วงระหว่าง Grade 9 – Grade 12 มักจะเรียกกันว่า High school หรือ Senior High School

เมื่อเรียนจบ Grade 12 นักเรียนอเมริกันจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการสำเร็จการศึกษาที่เรียกว่า High school diploma นักเรียนที่ไม่ได้รับประกาศนียบัตรชนิดนี้ อาจเลือกเข้าทดสอบ General Education Development (GED) เพื่อรับรองวุฒิความสามารถด้านวิชาการในระดับมัธยมปลายได้

นักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับระดับมัธยมศึกษา และประสงค์จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา สามารถเข้าเรียนใน Undergraduate school ซึ่งเปิดสอนทั้งในหลักสูตร 2 ปี (Associate degree) และหลักสูตร 4 ปี (Bachelor degree) นักเรียนที่เลือกเรียนหลักสูตร associate degree สามารถเรียนเลือกเรียนต่อให้ครบ 4 ปีเพื่อรับ bachelor degree ได้ โดยการรับนักศึกษาเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกาจะต้องใช้คะแนนสอบ SAT หรือ ACT เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณา

นักศึกษาระดับปริญญาตรี สามารถเลือกเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเลือกสมัครเข้าเรียนใน Graduate school ซึ่งมีด้วยกัน 2 ระดับ คือ ระดับปริญญาโท (Master’s degree) ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 2 ปี และปริญญาเอก (PhD) ซึ่งจะใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 3-6 ปี ขึ้นอยู่กับสาขาวิชา ความสามารถของผู้ศึกษา และหัวข้อวิทยาพนธ์ที่เลือกศึกษา

สหรัฐอเมริกามีชื่อเสียงโดดเด่นด้านการเรียนสาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในระดับมหาวิทยาลัย แต่การเรียนมัธยมในสหรัฐอเมริกาก็เป็นที่นิยมไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรแกรมแลกเปลี่ยนในโรงเรียนรัฐบาลระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี สำหรับนักเรียนที่สนใจเรียนมัธยมในระยะเวลาที่ยาวกว่านั้น ก็สามารถสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนได้ การเรียนมัธยมในสหรัฐอเมริกาใน 2 ปีสุดท้ายเป็นอย่างน้อย จะช่วยเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัยอเมริกาได้เป็นอย่างดี 

Mains Subjects

วิชาหลักในระดับมัธยม

High school diploma

การเรียนในระดับมัธยมศึกษาปลาย

นักศึกษาต่างชาติที่จะไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาที่อเมริกา สามารถเลือกเรียนได้กับโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนรัฐบาล แต่ต้องเป็นโรงเรียนที่สามารถจัดหาที่พัก และสามารถแต่งตั้งผู้ปกครองให้ดูแลนักเรียนแบบใกล้ชิดได้ โดยโรงเรียนบางแห่งจะหอพักกับโฮมสเตย์สำหรับนักเรียนต่างชาติ แต่บางแห่งก็จะมีเพียงแค่โฮมสเตย์เท่านั้น โดยส่วนใหญ่นักเรียนต้องมีความพร้อมทางภาษาก่อน โดยใช้ผล IELTS หรือ TOFEL ในการสมัคร แต่โรงเรียนบางแห่งมีคลาส ESL หรือ หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนต่างชาติ สำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ ก็สามารถรับนักเรียนที่ยังไม่มีความพร้อมทางด้านภาษาอังกฤษเข้าเรียนได้

โดยส่วนมากโรงเรียนมัธยมที่อเมริกา จะรับสมัครนักเรียนตั้งแต่ Grade 7 – 11 เท่านั้น มักจะไม่รับนักเรียนใน Grade 12 (มัธยม 6) เพราะในปีสุดทัายนักเรียนจะต้องพร้อมสำหรับการสมัครเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

รูปแบบวิชาต่างๆ

  • English
  • Math
  • Science
  • Social Studies
  • Physical Education
    *และอาจจะต้องเรียนภาษาต่างชาติ
  • Music
  • Fine Arts
  • Technology & Engineering Education
  • Family & Consumer Science
    และแต่ละโรงเรียนจะมีวิชาอื่นๆ ที่แตกต่างกันออกไป

Standardized Test (SAT) 
เป็นวิชาที่จัดทำขึ้นโดย College Board Standardized Test ซึ่งเป็นคะแนนที่ไว้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยที่เอมริกา

Advance Placement Programs (AP)
เป็นวิชาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งอนุญาติให้เด็กนักเรียนที่มีความพร้อม สามารถเรียนล่วงหน้าก่อนเข้ามหาวิทยาลัยได้ และยังสามารถเอาเครดิตจากการเรียนรู้นี้ไปเทียบโอนหน่วยกิตขณะที่เรียนในมหาวิทยาลัยในอนาคตได้อีกด้วย

SAT

Standardized Test

เป็นการสอบวัดความรู้ความสามารถของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สำหรับการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกา

การสอบ SAT โดยองค์กร College Board ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ได้สร้างข้อสอบ SAT ขึ้นมาเป็นครั้งแรก เหตุผลนั้นก็คือมหาวิทยาลัยต่างๆในสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาในการคัดเลือกนักศึกษาใหม่ในแต่ละปีเพราะเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะการที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มาก มหาวิทยาลัย ที่มีชื่อเสียงมักมีนักเรียนยื่นใบสมัครเข้าศึกษาต่อเป็นจำนวนมาก แต่ไม่อาจวัดความสามารถของนักเรียนด้วยผล GPA ของนักเรียนในระดับมัธยมปลายได้ เพราะมาตรฐานการศึกษาในแต่ละรัฐนั้นอาจมีคุณภาพไม่เท่าเทียมกัน ข้อสอบ SAT จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยมหาวิทยาลัยต่างๆใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกนักศึกษาใหม่ โดยการ SAT เพียงครั้งเดียวก็นำไปสมัครเรียนกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้หลายแห่ง

ปัจจุบันข้อสอบ SAT เป็นข้อสอบที่ได้รับมาตรฐานสากลได้รับการยอมรับไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย มหาวิทยาลัยต่างๆ จึงนิยมคัดเลือกนักเรียนโดยพิจารณาจากผลสอบ SAT สำหรับการสอบ SAT นั้นมีการจัดการสอบในหลายประเทศ ซึ่งจะใช้ข้อสอบชุดเดียวกันและสอบในเวลาเดียวกันทั่วโลก

คุณสมบัติของผู้เข้าสอบ คือ การสอบ SAT ไม่จำกัดอายุของผู้เข้าสอบ แต่จำกัดอายุของผลคะแนนสอบให้มีอายุใช้งานได้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่เข้าไปยื่นและสามารสอบได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

ข้อสอบ SAT มี 2 ประเภทคือ The New SAT (Redesigned SAT) และ SAT Subject Test
คือข้อสอบที่ใช้วัดทักษะนักเรียนที่จบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายควรมี ประกอบไปด้วยข้อสอบ 2 ส่วน มีคะแนนเต็ม 1600 คะแนน ดังนี้คือ

  • Critical Reading และWriting เป็นการอ่านเชิงวิเคราะห์แล้วตอบคำถาม รวมถึงการเขียนทั่วไป โจทย์จะครอบคลุมทั้งวิชาวิทยาศาสตร์สังคมศาสตร์ และวรรณกรรม (คะแนนเต็ม 800 คะแนน)
  • Mathematics คณิตศาสตร์ มีเนื้อหาครอบคลุม พีชคณิต ตรีโกณมิติ สถิติ ความน่าจะเป็น การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ (คะแนนเต็ม 800 คะแนน)

คือข้อสอบที่ออกแบบเพื่อวัดทักษะ วิชาเฉพาะทางที่จำเป็นในการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เช่น Mathematics (ในระดับที่ยากกว่าใน SAT I), Physics, Chemistry, Biology เป็นต้น

AP

Advanced Placement Program

หลักสูตร AP เป็นโครงการเรียนล่วงหน้าที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมปลายสามารถทำการทดสอบ หรือทำความเตรียมพร้อมก่อนเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดา หลักสูตรนี้จัดทำขึ้นโดย College Board ซึ่งเป็นองค์กรเดียวกับที่จัดสอบ SAT หรือ Standardized Test นั่นเองครับ

หลักสูตร AP มีความสำคัญอย่างไร? 
เป็นวิชาที่เปิดโอกาสให้กับนักเรียนมัธยมปลายสามารถสอบเพื่อเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอเมริกาและแคนาดาได้ ดังนั้นผู้ที่สามารถสอบผ่านหลักสูตร AP และได้คะแนนตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ก็จะได้รับการพิจารณาให้ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย โดยถ้านักเรียนสอบผ่านวิชาที่มีการเปิดสอนในมหาวิทยาลัย ก็สามารถสามารถนับเป็นหน่วยกิตโดยจะไม่ต้องมานั่งเรียนซ้ำอีก และวิชาส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาตามวิชาพื้นฐานของมหาวิทยาลัยปี 1 – 2 โดยหลักสูตร AP จึงเป็นเสมือนทางลัดสำหรับนักเรียนมัธยมปลายที่จะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย และยิ่งถ้านักเรียนสามารถสอบผ่านได้หลายวิชาตามที่มหาวิทยาลัยเปิดสอน ก็สามารถนับเป็นหน่วยกิตสะสมได้ เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยก็ทำให้มีโอกาสที่จะเรียนจบเร็วกว่าปกตินั่นเอง ถึงอย่างไรก็ตาม หลักสูตร AP ไม่เกี่ยวกับการเข้ามหาวิทยาลัยมากนัก ส่วนใหญ่คุยกัน เรื่อง Advance placement ว่า ได้ waive หน่วยกิต การเข้ามหาวิทยาลัยยังต้องดูเกรดเฉลี่ย ผลสอบ SAT และกิจกรรมเสริมการเรียนที่นักเรียนเคยทำมา รวมทั้ง essay เป็นหลัก

Semesters

 เทอมการศึกษามัธยมประเทศอเมริกา

USA-term1

Fall เทอม 1 September – December

USA-term2

Spring เทอม 2 January – May

How to Apply
เอกสารการสมัครเรียนมัธยมที่ประเทศอเมริกา

  • เตรียมเอกสารพาสปอร์ต และทรานสคริป/ใบเกรด ย้อนหลัง 3 ปี รวมผลการเรียนปัจจุบันด้วย เป็นภาษาอังกฤษ
  • ผลคะแนนภาษาอังกฤษ เช่น TOEFL, TOEFL junior, Duolingo หรือแล้วแต่ละโรงเรียนกำหนดคะแนนขั้นต่ำ
  • หนังสือรับรอง 3 ฉบับ จากครูวิชาเลข 1 ฉบับ ครูวิชาภาษาอังกฤษ 1 ฉบับ และ ครูวิชาอื่นๆ 1 ฉบับ
  • นัดหมายเพื่อทำการสัมภาษณ์ (Skype Interview)

High School Completion

สำหรับนักเรียนที่อายุ 16.5 ปีขึ้นไป สามารถเรียนมัธยมควบคู่ไปกับเรียนวิทยาลัยควบคู่กันไป ได้ทั้งวุฒิ ม.ปลาย และวุฒิ Associate Degree เทียบเท่าปี 2 ของมหาวิทยาลัย

More info

Community College

ที่มีสอนหลักสูตร High School Completion

Seattle-Central-College
Bellevue_logos
edmons_logo
Highline_logos

USA High School

 โรงเรียนมัธยมอเมริกา

School
Location Grade Gender Boarding Students Fees(USD)
Seton Catholic Preparatory Arizona Gr 9-12 Boy & Girl No 580 40,075
Fairmont Private Schools Southern California Gr 10-12 Boy & Girl Yes 1899 36,155
Melbourne Central Catholic High School Florida Gr 10-12 Boy & Girl No 522 37,380
Trinity Catholic High School  Florida Gr 10-12 Boy & Girl No 557 38,030
Bishop Guertin High School New Hampshire Gr 10-12 Boy & Girl No 780 39,305
Saint Thomas Aquinas New Hampshire Gr 10-12 Boy & Girl No 475 38,105
Saint Anthony’s High School New York Gr 10-12 Boy & Girl No 2400 33,095
Saint John’s High School New York Gr 10-12 Boy & Girl No 1,500 37,245
Darlington School Georgia Gr 10-12 Boy & Girl Yes 463 59,050
วิทยาลัยชุมชน

Community College

ในอเมริกานักเรียนจะมีทางเลือกมากมายในการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และหนึ่งทางเลือกและกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะนี้ ก็คือ Community College หรือวิทยาลัยชุมชนนั่นเอง

เหตุผลที่ทำให้ Community College เป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นก็คือ หลักสูตรหลากหลาย ห้องเรียนมีขนาดเล็ก นักเรียนสามารถเรียนได้ตั้งแต่อายุ 16 ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีการเรียนหลากหลายระดับหลายสาขา อาทิ

สำหรับนักเรียนที่ยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมและต้องการที่จะศึกษาในระดับมัธยมและวิทยาลัยควบคู่กันไป

การเรียนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษรวมถึง การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียนเพื่อความพร้อมสำหรับการเรียนในระดับวิทยาลัยหรือเพื่อการใช้งานทั่วไป

หลักสูตรประกาศนียบัตรที่เตรียมความพร้อมทางอาชีพให้กับนักศึกษา หลักสูตรวิชาที่สามารถโอนย้ายได้ คือ หลักสูตรวิชา Associate of arts และหลักสูตรวิชา Associate of science และหลักสูตรวิชาที่ไม่สามารถโอนย้ายได้ คือ หลักสูตรวิชา associate of applied science degrees และหลักสูตรประกาศนียบัตร

หลักสูตรทางวิชาการที่สามารถโอนย้ายหน่วยกิตได้เพื่อไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย เรียกว่าหลักสูตร 2+2

1,167

Community Colleges in United States

+12.4 

Million students enrolled each year

7

Programs are available in different areas

+16

Years old are illegible to apply

หลักสูตร 2+2 University Transfer

โดยทั่วไปแล้ว นักเรียนที่ต้องการเรียนหลักสูตรปริญญาตรีในอเมริกาจะต้องใช้เวลาเรียน 4 ปี หรือมีหน่วยกิตทั้งหมด 180 หน่วย และในการที่จะสำเร็จหลักสูตรปริญญาตรีในอเมริกา นักเรียนจะมี 2 ตัวเลือกคือ

เรียนที่มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัย 4 ปีโดยตรง หรือเรียนต่อ Community College 2 ปีและโอนหน่วยกิตไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโดยที่จะใช้เวลาเรียนเพิ่มอีก 2 ปีเพื่อที่จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งการศึกษาใน 2 ปีแรกในอเมริกาทั้งใน Community College และ University มีความคล้ายคลึงกัน คือ ไม่ว่านักศึกษาตั้งใจที่จะเรียนสาขาใด นักศึกษาจะต้องลงเรียนวิชาพื้นฐานจากแขนงวิชาต่างๆ ก่อน และเมื่อจบการศึกษาจากใน 2 ปีแรกแล้ว จึงสามารถเลือกวิชาเอกได้ปี 3 ของมหาวิทยาลัย

หลักสูตร 2+2

การโอนหน่วยกิตจาก College
เข้าเรียนต่อ University

สำหรับนักเรียน Community College จะได้รับวุฒิอนุปริญญาสำหรับการโอนศึกษาต่อ (Associate in Transfer Degree) เพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ โดยนักศึกษาจะใช้เรียนเพิ่ม 2 ปี เพื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีตามสาขาที่ประสงค์ โดย 2+2 University Transfer จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. Conditional Guarantee Transfer

การตอบรับจากมหาวิทยาลัยโดยอัตโนมัติ ในกรณีสำเร็จการศึกษาเงื่อนไขนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยมหาวิทยาลัยในเครือข่าย (Partner University) จะได้รับการรับรองเพื่อโอนเข้ามหาวิทยาลัยนั้นๆโดยอัตโนมัติ ซึ่งปกติแล้ว มหาวิทยาลัยจะพิจารณาจากผลการเรียนเฉลี่ย (GPA) จำนวนหน่วยกิตของนักเรียนเป็นหลัก เมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษา 2 ปีในวิทยาลัย นักเรียนจะได้การรับรองที่นั่งในมหาวิทยาลัยให้เรียนต่ออย่างแน่นอน

2. General Transfer

การโอนเข้าเรียนต่อทั่วไป นักเรียนสามารถโอนเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายของ Community College ของตนได้ เช่น มหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกา อาทิ UCLA, University of California of Berkeley, Cornell University, Columbia University, University of Southern California, University of Washington, Seattle หรือ New York University โดยเฉพาะถ้านักเรียนมีผลการเรียนที่ดี และมีส่วนร่วมในกิจกรรมในขณะที่ศึกษาอยู่ในวิทยาลัยจะทำให้มีโอกาสได้รับการตอบรับมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็มหาวิทยาลัยจะไม่การันตีสิทธิในการรับนักศึกษา เพราะไม่ได้เป็นข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับทาง Community College

FAQ

คำถามยอดฮิต

นักเรียนไม่สามารถทำได้  เว้นแต่ทำงานใน Campus. ของสถาบันการศึกษาเท่านั้น

2 ปี และจะได้วุฒิมัธยมปลาย พร้อมกับ Associate Degree ในเวลาเดียวกัน

ค่าเทอมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ $USD 25,000 – 50,000 ต่อปี

สามารถขอ visa เพื่อทำงานได้อีก 3 ปี ถ้าเรียนจบในสาขา STEM