University in the UK

เรียนอังกฤษระดับมหาวิทยาลัย

Find University

เพราะมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ดังนั้นทำให้การศึกษาของที่อังกฤษเป็นต้นแบบของการศึกษาในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้สำหรับการ เรียนต่อปริญญาตรีที่อังกฤษ นั้นได้รับความนิยม เพราะระบบการศึกษา และคุณภาพการที่ได้รับการยอมรับ และใช้เวลาเรียนเพียงแค่ 3 ปี เท่านั้น และยังสามารถขอ Visa เพื่ออยู่ทำงานได้อีก 2 ปีอีกด้วย จึงทำให้นักเรียนไทยจำนวนมากตัดสินใจไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ

bath-abbey-and-roman-bath-uk

Pathway Program

Foundation / International Year 1

Masters Degree

Pre-sesional / Apple-Master

มหาวิทยาลัยอังกฤษ

ในประเทศอังกฤษมีมหาวิทยาลัยชื่อดังเป็นจำนวนมาก อาทิ Oxford, Cambridge, LSE หรือ Imperial College รวมถึงมหาวิทยาลัยในเครือ Russell Groups อยู่ถึง 24 แห่ง อย่างเช่น King’s College, University of Leeds, Durham University, University of Exeter หรือ University of Manchester ที่เป็นมหาวิทยาลัยระดับ Top ของโลก และนอกจากนั้นอังกฤษยังมีสถาบันระดับอุดมศึกษามากกว่า 162 แห่ง ที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากรัฐบาลอังกฤษ เป็นทางเลือกในการเรียนปริญญาที่ประเทศอังกฤษแก่นักเรียนอีกด้วย

การสมัครเข้าเรียนอังกฤษในระดับปริญญาตรี

สำหรับน้องๆ ที่อยากจะเข้าเรียนต่อปริญญาตรีที่อังกฤษนั้น โดยทั่วไปนักเรียนในอังกฤษจะต้องจบวุฒิมัธยมปลาย จากระบบ Cambridge ต้องจบ Year 13 โดยต้องมีคะแนน A Level หรือคะแนนจากระบบ IB (International Baccalaureate) เป็นหลัก จึงจะสามารถสมัครเข้าเรียนได้ แต่สำหรับน้องๆ ที่เรียนในระบบการศึกษาของไทยนั้น โดยเดิมทีระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะเทียบเท่า Year 12 เท่านั้น จึงไม่เพียงพอสำหรับการเรียนต่อปริญญาตรีที่อังกฤษ แต่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยอังกฤษเปิดโอกาสให้นักเรียนจากไทยมากขึ้น สามารถใช้วุฒิมัธยม 6 สมัตรเข้าเรียนปีหนึ่งได้ แต่จะมีเรื่องความพร้อมทางภาษา ILETS และเกรดเฉลี่ยเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาด้วย

ด้วยสาเหตุดังกล่าว สถาบันการศึกษาในอังกฤษจึงได้ออกหลักสูตร University Foundation Programs สำหรับนักเรียนต่างชาติ เพื่อเป็นการปรับพื้นฐานความรู้ เตรียมความพร้อมเรื่องภาษาอังกฤษให้นักเรียนต่างชาติก่อนเข้าเรียนปริญญาตรีที่อังกฤษ ซึ่งนักเรียนไทยสามารถสมัครเข้าเรียน Foundation ได้ตั้งแต่จบชั้นมัธยม 5 เป็นต้นไปอีกด้วย

มากไปกว่านั้นสำหรับน้องนักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยที่สูงในระดับมัธยมปลายในระบบการศึกษาไทย และหลักสูตรนานาชาติอื่นๆ ที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดี (IELTS 6.0-6.5) สามารถเข้าเรียนหลักสูตร International Year One (IY1) ได้อีกด้วย โดยเมื่อเรียนจบหลักสูตรนี้ ประมาณ 9 เดือน ก็สามารถเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ปี 2 ได้เลย

หากน้องๆ คนไหน ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม และอยากวางแผนการเรียนต่อปริญญาตรีที่อังกฤษ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถติดต่อ อิมเอ็ดดูเคชั่น ได้ที่ 086-4882446

Top 5 สาขายอดนิยมของนักศึกษาไทย

ที่เลือกไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ

สถิตินักเรียนไทยศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2560/2561 โดย บริติช เคานซิล ประเทศไทย

Foundation

หลักสูตรเตรียมความพร้อมสำหรับเรียนต่อปริญญาตรีอังกฤษ

เนื่องจากหลักสูตรมัธยมที่ประเทศอังกฤษ จะต้องใช้เวลาในการเรียนเป็นระยะเวลาทั้งหมด 13 ปี ก่อนจะเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา ดังนั้นนักเรียนจากไทยจึงจำเป็นต้องเรียน Foundation Program เพื่อปูพื้นฐานและทักษะต่างๆ ให้เพียงพอก่อนที่จะเข้าเรียนปี 1 ในมหาวิทยาลัยต่อไป

โดยหลักสูตร Foundation ที่อังกฤษ จะมีระยะเวลาในการเรียนอยู่ 6 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับระดับภาษา และเกรดเฉลี่ยที่จบมัธยมมา ซึ่งถือเป็นหลักสูตรเตรียมความพร้อมทางภาษา และวิชาการ ตลอดจนช่วยให้น้องๆ คุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และการใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักรอีกด้วย

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในอังกฤษได้เปิดสอน Foundation Program อย่างแพร่หลาย บางมหาวิทยาลัยอาจจะมีการทำงานร่วมกับสถาบันเอกชนหลายๆ แห่ง เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสำหรับเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี

ความคิดเห็นจากนักเรียน

Foundation’s Student

[ux_products type=”row” ids=”14395,14392,14393,14405″]

An
An Limkatanyoo

น้องอันพาดูชีวิตนักเรียนอังกฤษ เมือง Brighton เมืองชายทะเล ห่างจาก London เพียงชั่วโมงเดียว เป็นหนึ่งวันที่ได้เดินสำรวจเมืองอินดี้แบบเน้นๆ ตามตอก North lane ย่านฮิปของเมืองไม่เล็ก แต่ไม่ใหญ่ กินขนมจิบชาแบบ British Style รวมถึงฝากท้องกับร้านอาหารที่นักศึกษาต้องมากิน อีกทั้งพาชมโรงเรียน Bellerbys College ฉบับนักศึกษา

More VDO

01

สาขาในหลักสูตร Foundation

  • Accounting
  • Finance
  • Business
  • Management
  • Economic
  • Art and Design
  • Media
  • Fashion
  • Graphics and illustration
  • Computing
  • Information System
  • Science
  • Mathematics
  • Physics
  • Biology
  • Pharmacy
  • Medicine
  • Engineering
  • Chemical Engineering
  • Social Science
  • Law
  • History
  • International Relations
  • Sociology
  • Geography
  • English Literature

02

คุณสมบัติผู้สมัครเรียน Foundation

สำหรับน้องๆ นักเรียนที่ต้องการสมัครเข้าเรียนหลักสูตร Foundation จะต้องจบการศึกษาอย่างน้องมัธยมศึกษาปีที่ 5 อายุ ไม่น้อยกว่า 16.5 ปี ขึ้นไป และจะต้องมีผลคะแนนการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ IELTS ไม่น้อยกว่า 4.5 และได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 4.0 ในแต่ละทักษะ ซึ่งถ้าหากมีคะแนน ILETS ที่สูงขึ้น ก็จะทำให้เรียนระยะเวลาในการเรียน Foundation สั้นลงนั้นเอง

minimum age for uk foundation
Matthayom 5 icon
GPA icon
IELTS 4.5 icon

03

สถาบันสอน Foundation

มีทั้งของมหาวิทยาลัย และสถาบันเอกชนที่ได้รับการรับรองโดยมหาวิทยาลัย

Bellerbys College Royal Holloway, University of London
University of Aberdeen The University of Sheffield
Cardiff University University of Strathclyde
Coventry University London University of Surrey
Durham University University of Sussex
University of Huddersfield University of Dublin
University of Huddersfield London City University of London
Keele University Glasgow Caledonian University
Kingston University Abbey Colleges
Lancaster University INTO London
University of Leeds INTO Manchester
Leeds Beckett University Newcastle University
University of Lincoln Queen’s University Belfast
Liverpool John Moores University University of East Anglia
University of Stirling University of Exeter
[ux_products_list cat=”90″]

INTERNATIONAL YEAR ONE

หลักสูตรมหาวิทยาลัยปีหนึ่งสำหรับนักเรียนต่างชาติ

INTERNATIONAL FRIST YEAR

  • เป็นหลักสูตรปริญญาตรี ปี 1 สำหรับนักเรียนต่างชาติที่ไม่ได้เรียนมัธยมในอังกฤษ แต่มีความพร้อมทางภาษา และผมการเรียนระดับ ม.ปลายที่สูง
  • บางสถาบันเรียนหลักสูตร International Year 1 ว่า Diploma Year 1 หรือใน Scotland จะเรียนว่า International Year Two เปิดสอนโดยตรงของมหาวิทยาลัย โดยเปิดสอนในมหาวิทยาลัยนั้นๆ  อย่างเต็มตัว เปิดสอนสำหรับนักเรียนที่มีคุณสมบัติขาดเพียงบางประการที่จะเข้าเรียนตรงในชั้นปีที่ 1 ได้ ซึ่งหลักสูตร Diploma Year 1 จะการันตีให้นักศึกษาว่า เมื่อเรียนผ่านแล้ว จะได้เข้าเรียนชั้นปี 2 ในปีต่อไป
  • เหมาะสำหรับนักศึกษาจบ ม. 6 หรือ Grade 12 จากโรงเรียนที่ไม่ได้ใช่ระบบอังกฤษ ที่มีผลการเรียนดี 2.8 -3.0+ และมีความพร้อมทางภาษา IELTS 6.0 ขึ้นไป แต่ยังมั่นใจที่จะเข้าเรียน ปี 1 โดยตรง (ไม่จำเป็นต้องเรียน Foundation) หรือนักศึกษาที่จบปี 1 ในมหาวิทยาลัยของไทยแต่ที่ต้องการเปลี่ยนสายการเรียนมาเรียนที่อังกฤษ

สถาบันที่เปิดสอน International Year One

bellerbys logo
UK-Sunderland-logo
Leeds University logo
Coventry University Logo
Huddersfield year 1
keele logo
Kingston Logo
Cardiff logo
Lincoln University Logo
liverpool JM Logo
royal-logo
Strathclyde logo
University of Sussex logo
Glasgow Caledonian University logo
INTO London logo
INTO Manchester logo
Manchester Met logo
Newcastle University logo
Newcastle University London logo
UEA logo
Queen's University Belfast logo
Exeter logo
University of Stirling logo
Portsmouth icp logo
Anglia Ruskin Logo

15,738 คน

นักเรียนไทยไปเรียนต่างประเทศในระดับมหาวิทยาลัย

6,785 คน

นักเรียนไทยเลือกไปเรียนอังกฤษ
(HESA 2017-2018)

TOP 10

นักเรียนไทยนิยมเลือกไปเรียนต่ออังกฤษ
เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ non- EU

43%

ของนักเรียนไทยในต่างแดนเลือกไปเรียนต่อปริญญาในประเทศอังกฤษ

สถิตินักเรียนไทยศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2560/2561 โดย บริติช เคานซิล ประเทศไทย

Im Education

สำหรับน้องๆ ที่ต้องการคำแนะนำสามารถปรึกษาอิมเอ็ดดูเคชั่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาต่อประเทศอังกฤษ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยวางแผนการเรียนในอังกฤษ ดำเนินการเรื่องการสมัคร การขอ Visa

โทรปรึกษาอิมฟรี Line สอบถามเพิ่มเติม

หลักเกณฑ์ในการเลือกมหาวิทยาลัย

เพราะสถาบันการศึกษาในอังกฤษมีจำนวนมาก ดังนั้นการเลือกมหาวิทยาลัยจึงเป็นคำถามแรกๆ ที่น้องๆ นักเรียนต้องการหาคำตอบ โดยปกติการเรียนในมหาวิทยาลัยในอังกฤษนั้น จะต้องเลือกสาขาให้ได้ก่อน หลังจากนั้นก็มาดู GPA ของนักเรียนว่าสามารถเข้าเรียนที่ไหนได้บ้าง และ Ranking ของมหาวิทยาลัย ก็เป็นมาตรฐานหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาช่วยน้องๆ นักเรียน ในการพิจารณาเลือกมหาวิทยาลัยนั่นเอง

หลักเกณฑ์ในการจัดอันดับ

  • Entry Standards คือมาตรฐานในการสอบเข้า และการรับนักศึกษาเข้าเรียนต่อ ซึ่งแน่นอนว่ามหาวิทยาลัยที่รับการจัดอันดับอยู่ต้นๆ จะมีเกณฑ์การรับเข้าด้วยมาตรฐานที่สูง

Student Satisfaction คือความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อตัวมหาวิทยาลัย จะรวมถึงการดูแลเอาใจใส่จากอาจารย์ และบุคลากร หมายความว่าหากคะแนนยิ่งสูงแสดงว่าสถาบันมีการดูแลนักศึกษาที่ดี

Research Assessment/ Research Quality คือคุณภาพของงานวิจัย ซึ่งจุดชี้ถึงคุณภาพของอาจารย์ผู้สอน และคุณภาพของฐานข้อมูลทางวิชาการที่นำมาใช้ประกอบการสอน

Graduate Prospects คืออัตราการเรียนต่อ หรือการรับเข้าทำงานจากบริษัทต่างๆ หลักจากเรียนจบ ยิ่งถ้ามหาวิทยาลัยได้รับการให้คะแนนที่สูง จะสามารถการันตีคุณภาพหลังจบการศึกษา

สถาบันที่จัดอันดับมหาวิทยาลัย

QS World University Rankings

เป็นการจัดอันดับโดย British Quacquarelli Symonds (QS) องค์กรจากประเทศอังกฤษที่ให้ข้อมูลด้านการศึกษาและการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก 959 แห่ง (ปี 2018) ผ่านระบบที่มีชื่อว่า QS World University Rankings ที่เป็นที่นิยมอันดับต้นๆ ของโลก มีการจัดอันดับที่ครอบคลุมทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และตามสาขาวิชาต่างๆ โดยมีเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้

1. Academic reputation (ชื่อเสียงด้านวิชาการของมหาวิทยาลัย)
2. Employer reputation (ทัศนคติของผู้จ้างงานต่อบัณฑิตของแต่ละมหาวิทยาลัย)
3. Student-to-faculty ratio (สัดส่วนจำนวนอาจารย์ต่อนักศึกษา)
4. Citations per faculty (สัดส่วนจำนวนการอ้างอิงต่อผลงานวิจัยที่ ได้รับการตีพิมพ์)
5. International faculty ratio and international student ratio (สัดส่วนจำนวนอาจารย์ต่างชาติ และ สัดส่วนจำนวนนักศึกษาต่างชาติ)

Times Higher Education หรือ THE World University Rankings

เป็นการจัดอันดับโดย Times Higher Education เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านข้อมูลการศึกษามาตั้งแต่ปี 2004 ทำการจัดอันดับมหาวิทยาลัยและสถาบันการวิจัยชั้นนำระดับโลกกว่า 1,250 แห่ง ใน 86 ประเทศ (ปี 2019) ผ่านชุดเครื่องมือ DataPoints ซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดย โธมัส รอยเตอร์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อวัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ผ่านขั้นตอนการประเมินผลจากดัชนีตัวบ่งชี้ 13 ประเภท ตั้งแต่การสอน งานวิจัย ความพร้อมในการทำงาน สรุปออกมาได้เป็นเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้
1. คุณภาพการเรียนการสอน (สภาพแวดล้อม / บรรยากาศการเรียนรู้)
2. คุณภาพของงานวิจัย (ปริมาณ เงินทุน และชื่อเสียง)
3. การนำงานวิจัยไปใช้อ้างอิง (เอกสารผลงานวิจัย)
4. แหล่งเงินทุนที่ได้จากนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้น (รายได้จากการถ่ายทอดความรู้)
5. มุมมองจากชาวต่างชาติ (ภาพลักษณ์ในระดับนานาชาติ)

The Guardian 

เป็นการจัดอันดับโดยหนังสือพิมพ์ Guardian มีความแตกต่างกับการจัดอันดับโดยสถาบันอื่นๆ โดยวัดมาตรฐานของสถาบันการศึกษาจากการเรียนการสอน แหล่งข้อมูล งานวิจัย โดยมีเกณฑ์การพิจารณา จากการทำสำรวจนักศึกษาแห่งชาติ หรือ the national student survey (NSS)

ในนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายว่ามีความพึงพอใจมากน้อยแค่ไหน ในหัวข้อดังนี้

  1. คุณภาพการสอน
  2. ความคิดเห็นและการประเมิน
  3. คุณภาพโดยรวมของหลักสูตร
  4. ค่าใช้จ่ายต่อนักศึกษา
  5. สัดส่วนอาจารย์:นักศึกษา จำนวนนักศึกษา:จำนวนอาจารย์ผู้สอน
  6. ความก้าวหน้าในอาชีพ โดยเปรียบเทียบจาดสัดส่วนของผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้งานทำในขั้นปริญญา หรือเรียนต่อเต็มเวลาภายในระยะเวลาหกเดือนหลังเรียนจบ
  7. ประสิทธิภาพในการสอนของทางสถาบัน โดยเปรียบเทียบผลสำเร็จของนักศึกษากับวุฒิการศึกษาเมื่อตอนแรกเข้า
  8. วุฒิการศึกษาที่ใช้ในการเข้าเรียน

The Complete University Guide

เป็นการจัดอันดับโดยความร่วมมือของสำนักข่าวต่างๆ ในอังกฤษ เช่น The Independent , Daily Mail และ Daily Telegraph โดยเน้นสำรวจความพอใจของนักศึกษา โดยมีเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้

  1. Entry Standards (11.1%)
  2. Student Satisfaction / Student Survey (16.7%)
  3. Research Assessment กับ Research Intensity (16.7%)
  4. Graduate Prospects (11.1%)
  5. Student-Staff Ratio (11.1%)
  6. Academic Spending (5.6%)
  7. Facilities Spending (5.6%)
  8. Good Honours (11.1%)
  9. Degree Completion (11.1%)
UK-QS-logo.jpg
times higher education-logo
The Guardian Ranking Logo
The complete-logo
Study in UK

ทำไมนักเรียนไทยไปเรียนต่อประเทศอังกฤษ?

ไม่แพงอย่างที่คิด เพราะค่าเทอมต่อปีโดยประมาณ 4-6 แสนบาท ต่อปีเท่านั้น แล้วปริญญาตรีเรียนแค่ 3 ปีเท่านั้น ในขณะที่เอมริกา แคนาดา และประเทศไทยเรียน 4 ปี

ถ้าเลือกอยู่ในเมืองใหญ่ อย่าง London ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ ประมาณ £1,265 (50,000 บาท) ซึ่งถือว่าสูงกว่าเมืองอื่นๆ อย่างไรก็ตามน้องๆ นักเรียนระดับปริญญา สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ในประเทศอังกฤษอย่างถูกต้องตามกฏหมาย สัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง หรืออาจเลือกเรียนต่อในเมืองอื่นๆ ซึ่งมีค่าครองชีพต่ำลงมา ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกมาก ซึ่งเมืองอื่นๆ ในอังกฤษนั้น แต่ละเมืองนั้น ก็น่าอยู่ มีเอกลักษณ์ สวยงามแตกต่างกัน

ถือว่าเป็นต้นฉบับ เจ้าของภาษาแท้ๆ มีสำเนียงไพเราะเป็นเอกลักษณ์

อังกฤษมีระบบการเดินทางสาธารณะที่สะดวกมาก ทุกเมืองถูกเชื่อมโยงไปด้วยรถไฟ สามารถเดินทางไปเที่ยวในที่ต่างๆ ได้อย่างง่ายได้ แถมปลอดภัยมาก

เป็นที่ตั้งของแหล่งความรู้ มีมหาวิทยาลัยระดับต้นๆของโลกอย่าง Oxford และ Cambridge และยังอีกหลายมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ Top 100 ของโลกอีกมากมาย

การสมัครเรียน

ข้อแนะนำสำหรับการสมัครเรียนต่ออังกฤษระดับปริญญาตรี

IELTS 6.0 cartoon
 1. Language

IELTS UKVI

เตรียมความพร้อมทางภาษาอังกฤษ

การเรียนตรีปริญญาตรีในอังกฤษนั้น น้องๆ ควรจะมี IELTS อยู่ที่ 6.0 ขึ้นไป และต้องไม่น้อยกว่า 5.5 ในแต่ละทักษะ แต่ถ้าหากน้องๆ มีผลคะแนน IELTS ไม่ถึงตามเกณฑ์ จะต้องเรียน Pre-sessional English Course ของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะใช้เวลาตั้งแต่ 6 -24 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับคะแนน IELTS ที่นักเรียนมีเบื้องต้น ขณะเดียวกันนั้น หากนักเรียนจำเป็นต้องเรียนปรับพื้นฐานทางภาษา Pre-sessional English Course หรือ Foundation จำเป็นจะต้องใช้ผลคะแนน IELTS UKVI สำหรับการขอ Visa เท่านั้น

  • IELTS 6.0 (with 5.5 in each component)
  • Pearson Test of English 51 (with 51 in all components)
  • TOEFL (IBT) 72
    17 in listening & writing
    20 in speaking
    18 in reading
School Results

GPA

 เกรดเฉลี่ย 

น้องๆ ควรจะมีเกรดเฉลี่ยอย่างน้อย 2.75 หรือ C+ ขึ้นไป สำหรับการเรียนปริญญาตรีในอังกฤษ และควรจะมี GPA 3.00 หรือ B ขึ้นไปสำหรับการเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม หาก GPA โดยรวมนั้นของนักเรียนมีคะแนนไม่ดีเท่าที่ควร ขอแนะนำว่าให้น้องๆ พยายามทำเกรดในวิชาสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่อยากเรียนต่อในระดับปริญญาตรี อย่างเช่นหากต้องการเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ น้องๆ ควรทำเกรดในวิชาฟิสิกส์และวิชาเลขให้ได้ไม่ต่ำกว่า 3.00 ขึ้นไป เป็นต้น

student with GPA
University’s requirements cartoon
International

Entry Requirements

คุณสมบัติในการสมัครเข้าเรียน

ควรตรวจสอบ Entry Requirements ของแต่ละสาขา แต่ละมหาวิทยาลัยที่อยากจะเข้าเรียนต่อ โดยสามารถหาข้อมูลเองใน Website ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ  หรือติดต่อเพื่อขอคำแนะนำกับพี่ๆ อิมเอ็ดดูเคชั่น ได้ที่ 086-4882446

Find University
How much does it cost?

วางแผนงบประมาณ

สำหรับการเรียนปริญญาตรีที่อังกฤษ

โดยส่วนใหญ่นักเรียนต่างชาติ จะต้องชำระค่าเทอมต่อปี ประมาณ £11,000 ในสาขาทั่วไป และ ประมาณ £40,000 สำหรับการเรียนคณะแพทย์ สาขาที่มีการทดลองใช้ห้องแล็บ จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าสาขาทั่วไป โดยสาขาทั่วไปใช้เวลาเรียน 3 ปี เท่านั้น

และค่าครองชีพโดยประมาณ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ £12,200 ต่อปี ซึ่งจะประกอบไปด้วย ค่าที่พัก และค่ากินอยู่ ค่าเดินทางในแต่ละวัน ค่าท่องเที่ยวใน UK และค่าประกันสุขภาพ

study budget cartoon
Masters Degree

การสมัครเข้าเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ

การเรียนอังกฤษระดับปริญญาโทนั้น จะพิจารณารับนักศึกษาที่จบปริญญาตรี และมีผลการเรียนตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด โดยปกติจะใช้เวลาเรียน 1ปี ยกเว้นบางหลักสูตรจะใช้เวลาเรียน 2 ปี ในปัจจุบันมีหลายๆ มหาวิทยาลัย หลายๆ สาขาที่ใช้เวลาเรียน 1 ปี สามารถฝึกงานในประเทศอังกฤษ ในสายงานที่ตรงกับหัวข้อวิจัยได้อีก 3- 12 เดือนอีกด้วย

การเรียนระดับปริญญาโทในอังกฤษ มีอยู่ 2 แบบ คือ เข้าชั้นเรียน Taught Master และปริญญาโทแบบทำวิจัย Research

หลักสูตรปริญญาแบบเข้าชั้นเรียน (Taught Master) เป็นหลักสูตรที่นักศึกษาสามารถเลือกเรียนเฉพาะด้านได้ โดยอยู่ในความดูแลของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ โดยวิธีการเรียนการสอนจะมีทั้งการบรรยาย การสัมมนา การทำงานในห้องทดลอง และการทำวิทยานิพนธ์ ปริญญาที่ให้ได้แก่ Master of Arts (M.A.), Master of Science (M.Sc.), Master of Business Administration (M.B.A.)

หลักสูตรปริญญาโทแบบทำวิจัย (research) เป็นหลักสูตรที่นักเรียนจะต้องค้นคว้าด้วยตนเอง โดยอยู่ภายใต้อาจารย์ที่ปรึกษา ส่วนใหญ่ของหลักสูตรจะเป็นการศึกษาหัวข้อวิจัย และวางแผนการเรียนวิทยานิพนธ์ จะประเมินผลจากงานเขียนวิทยานิพนธ์ ปริญญาที่ให้ได้แก่ Master of Philosophy (M.Phil.), Master of Science by Research (M.Sc.by research)

เอกสารที่ใช้สมัครเข้าเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ

เตรียมความพร้อมภาษา

PRE-SESSIONAL ENGLISH

Focus Academic English for University

Pre-sessional English เป็นหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมทางด้านภาษาให้กับนักศึกษาต่างชาติ ที่ยังมีผล IELTS ไม่ถึงเกณฑ์ เข้าเรียนโดยหลักสูตรนี้จะสอนก่อนเปิดเทอมในระดับ ปริญญาตรี และปริญญาโท โดยจะมุ่งเน้นด้านการพัฒนาภาษา Academic English เพื่อให้นักเรียนเกิดความคุ้นเคย และการใช้ภาษาอังกฤษในรูปแบบของการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย อาธิเช่นเน้นการเขียน Essay การทำรายงาน แบบ Academic Writing ที่ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการลอกเลียนแบบผลงานหรืองานเขียนของผู้อื่น Plagiarism

นอกจากนี้แล้วยังมุ่งเน้นให้นักเรียนมีทักษะการ Presentation ที่จะฝึกให้นักเรียนมีระบบเรียบเรียงความคิด อย่างเป็นขั้นตอน และการพูดในพื้นที่สาธารณะอีกด้วย

การเรียน Pre-sessional English เป็นการเรียนระยะสั้นๆ อย่างเช่น 9 – 16 weeks เท่านั้น โดยขึ้นอยู่กับคะแนน IELTS ที่ยื่นเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากจบหลักสูตรนี้แล้วก็จะ direct เข้าไปเรียนปริญญาในหลักสูตรที่นักเรียนสมัครเข้าเรียนนั่นเอง

Graduate diploma

PRE-MASTER

เป็นหลักสูตรหลักสูตรสำหรับนักศึกษาปริญญาโท ที่มีจุดประสงค์หลักๆ 2 ประการคือ

สำหรับนักเรียนที่มี Academic Requirement และ English Requirement ไม่ถึงตามเกณฑ์การรับเข้าของทางมหาวิทยาลัย ดังนั้นการเรียน Pre-Master จึงเป็นการยกระดับความรู้ และความพร้อมในนักศึกษาในการเรียนต่อปริญญาโทนั้นเอง

สำหรับนักเรียนที่จบมาไม่ตรงกับสาย ยกตัวอย่าง นักเรียนที่จบ HR, Business แต่อยากเรียนปริญญาโทสาขา Finance ซึ่งทางมหาวิทยาลัยในอังกฤษจะต้องการให้นักศึกษามีความรู้พื้นฐานในสาขาที่จะเรียนมาก่อน ดังนั้น Pre-Master จึงเป็นโปรแกรมเติมความรู้พื้นฐานในพร้อมสำหรับการเรียนปริญญาโทนั้นเอง

เรียนต่อต่างประเทศกับอิมเอ็ดดูเคชั่น

FAQ

คำถามยอดฮิต

สามารถทำได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้านักเรียนลงทะเบียนเรียน 14 สัปดาห์ขึ้นไป และต้องถือ visa student เท่านั้น

ค่าเทอมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ £11,000 ต่อปี

ในสาขาปกติทั่วไป 3 ปี

สาขาแพทย์ 7 ปี

สามารถอยู่ทำงานหลังเรียนจบได้อีก ได้ 2 ปี