nz   aus   ca   sg
  eng   usa  

ระบบการศึกษาสหรัฐอเมริกา

ลักษณะพิเศษของรูปแบบการศึกษาในสหรัฐอเมริกา ได้แก่:

  1. แต่ละรัฐมีอิสระในการกำหนดรูปแบบและควบคุมคุณภาพการศึกษาของตัวเอง โดยมีหน่วยงานด้านการศึกษาประจำรัฐ คอยกำกับดูแลและกำหนดมาตรฐานต่างๆ โดยเฉพาะนักเรียนอเมริกันทุกคนมีสิทธิเข้ารับการศึกษาภาคบังคับฟรี จนจบจบชั้นมัธยมศึกษาปีสุดท้าย หรือ Grade 12

  2. การเรียนในระดับอุดมศึกษา แต่ละรัฐมีนโยบายอุดหนุนและดูแลประชากรภายในรัฐของตน ดังนั้นนักเรียนที่มีถิ่นฐาน อยู่ในรัฐหนึ่ง และจะข้ามไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอีกรัฐหนึ่ง ต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้น ตามข้อกำหนด Out of State Tuition และนักศึกษาต่างชาติต้องเสียค่าเล่าเรียนในอัตราที่สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง สหรัฐฯ จำกัดสิทธิ์นักเรียนต่างชาติ ที่ต้องการเข้าเรียนในระดับประถม / มัธยมศึกษาให้สามารถสมัครเรียนได้เพียงโรงเรียนเอกชน (Private school) เท่านั้น ไม่สามารถเข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาล (Public school) ได้ เนื่องจากเป็นสวัสดิการของคนอเมริกันด้วยกัน ยกเว้นนักเรียนทุน หรือนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ถือวีซ่า J1

 

Primary school
การศึกษาปฐมวัยของอเมริกาเริ่มต้นเมื่อนักเรียนอายุ 5 ขวบในชั้นอนุบาล (Kindergarten) จากนั้นในปีที่สองของชีวิตการเรียน จึงก้าวสู่ชั้นประถมศึกษา (Primary school) อย่างแท้จริง โดยเริ่มที่ประถมศึกษา 1 หรือ Grade 1 ไปจนถึง Grade 5

Secondary school
เมื่อจบชั้น Grade 5 แล้ว นักเรียนอเมริกันจะต้องเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา (Secondary school) ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาเรียนทั้งหมด 7 ปี คือตั้งแต่ Grade 6 - Grade 12 โดยในช่วงระหว่าง Grade 9 – Grade 12 มักจะเรียกกันว่า High school หรือ Senior High School

เมื่อเรียนจบ Grade 12 นักเรียนอเมริกันจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการสำเร็จการศึกษาที่เรียกว่า High school diploma นักเรียนที่ไม่ได้รับประกาศนียบัตรชนิดนี้ อาจเลือกเข้าทดสอบ General Education Development (GED) เพื่อรับรองวุฒิความสามารถด้านวิชาการในระดับมัธยมปลายได้

Undergraduate school
นักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับระดับมัธยมศึกษา และประสงค์จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา สามารถเข้าเรียนใน Undergraduate school ซึ่งเปิดสอนทั้งในหลักสูตร 2 ปี (Associate degree) และหลักสูตร 4 ปี (Bachelor degree) นักเรียนที่เลือกเรียนหลักสูตร associate degree สามารถเรียนเลือกเรียนต่อให้ครบ 4 ปีเพื่อรับ bachelor degree ได้ โดยการรับนักศึกษาเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกาจะต้องใช้คะแนนสอบ SAT หรือ ACT เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณา

Graduate school
นักศึกษาระดับปริญญาตรี สามารถเลือกเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเลือกสมัครเข้าเรียนใน Graduate school ซึ่งมีด้วยกัน 2 ระดับ คือ ระดับปริญญาโท (Master’s degree) ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 2 ปี และปริญญาเอก (PhD) ซึ่งจะใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 3-6 ปี ขึ้นอยู่กับสาขาวิชา ความสามารถของผู้ศึกษา และหัวข้อวิทยาพนธ์ที่เลือกศึกษา

มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ใช้คะแนนสอบ Graduate Record Examination (GRE) เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณา รับนักศึกษาปริญญาโทและเอก ส่วนหลักสูตร MBA นั้นพิเศษกว่าใคร คือต้องใช้คะแนนสอบ Graduate Management Admissions Test (GMAT) ประกอบการพิจารณาด้วย

สำหรับหลักสูตรนิติศาสตร์และแพทย์ศาสตร์เปิดสอนสูงสุดแค่ในระดับปริญญาโท โดยนักเรียนต้องจบปริญญาตรี จากสาขาวิชาด้านนี้มาก่อนเท่านั้น

  • หลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัญฑิตใช้เวลาเรียน 3 ปี ทางมหาวิทยาลัยจะใช้คะแนน Law School

Admission Test (LSAT) เป็นเกณฑ์ในการพิจารณารับนักศึกษา และนักศึกษาที่ต้องการเป็นทนายความ ในสหรัฐอเมริกาต้องได้รับคุณวุฒิ A.J.D มาก่อนที่จะสมัครปริญญาโท เมื่อเรียนจบแล้วจะได้รับคุณวุฒิ Juris Doctor (J.D.) ต่อไป

  • หลักสูตรแพทยศาสตร์ใช้เวลาเรียนอย่างน้อย 4 ปี ทางมหาวิทยาลัยพิจารณารับนักศึกษาจากคะแนน

สอบ Medical College Admission Test (MCAT) เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิ Doctor of Medicine (MD) หรือ Doctor of Osteopathic Medicine (DO)

  BACK NEXT

               

 

 

 

 


อิม เอ็ดดูเคชั่น ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อ
ประเทศสหรัฐอเมริกา